วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

มหัศจรรย์ อาร์ติโชค โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ sww.karbstyle.com


มหัศจรรย์ อาร์ติโชค


ชาอาร์ติโชคและคุกกี้อาร์ติโชค ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโครงการหลวง
ผักเมืองหนาวชนิดใหม่เริ่มให้ผลผลิต หลังโครงการหลวงทดลองปลูกกว่า 20 ปี พบช่วยลดคอเลสเตอรอล บำรุงตับ-ถุงน้ำดี อร่อยได้ลายเมนู
เมืองไทยพัฒนาไปตามยุคสมัย มีตึกสูงใหญ่มีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน แต่ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม คนไทยจึงโชคดีมีผักผลไม้นานาชนิด ให้กินตลอดปีมีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงริเริ่มโครงการหลวง เมื่อปี พ.ศ.2512 วันนี้คนไทยจึงมีโอกาสได้กินผักผลไม้เมืองหนาวที่เพาะปลูกในประเทศ รวมถึงพืชมากคุณค่าอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke)
ว่ากันว่าอาร์ติโชคถูกค้นพบมานานกว่า 3,000 ปี เป็นทั้งอาหารและยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมันในยุคโบราณ ลำต้นของอาร์ติโชคสูงประมาณ 1-2 เมตร มีใบสีเขียวส่วนดอกมีลักษณะเป็นกลีบแข็งซ้อนกันแน่นหลายชั้น เป็นพืชพื้นเมืองของแอฟริกาเหนือ สามารถปลูกได้ทั่วไปในแถบอากาศเย็น เช่น เมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ โครงการหลวงได้เริ่มทดลองปลูกอาร์ติโชคมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528
“วันนี้โครงการหลวงมีพืชทั้งหมดมี 215 ชนิด แบ่งเป็น พืชผัก สมุนไพร และไม้ผลส่งเสริม พืชผัก 149 ชนิด ที่โดดเด่นได้แก่ สลัดแก้ว สลัดคอส มะเขือเทศ เซเลอรี่ พืชตระกูลสลัด สลัดรวม ข้าวโพดหวาน 2 สี ฟักทองญี่ปุ่น แตงกวาญี่ปุ่น พริกหวานสีเขียว เหลือง แดง มะเขือเทศเชอร์รี ต้นหอมญี่ปุ่น มีสมุนไพร 50 ชนิด ที่โดดเด่น ได้แก่ โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ ชาสดสมุนไพร และไม้ผลส่งเสริม 16 ชนิด ที่มีผลผลิตในช่วงนี้ได้แก่ พลับ อาโวคาโค และเสาวรสรับประทานสด สำหรับอาร์ติโชคเริ่มทดลองปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย โดยนำพันธุ์มาจากสหรัฐอเมริกา มีลักษณะดอกสีเขียวทรงกลมขนาดใหญ่” คุณ อรรถกร บุญสิริ หัวหน้าฝ่ายการตลาด โครงการหลวง เล่าให้ฟัง
วิธีการปลูกอาร์ติโชค คุณอรรถกร บอกว่า เริ่มจากการเพาะกล้าโดยใช้เมล็ดพันธุ์มาเพาะแบบประณีตในถาดหลุมเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยจะเพาะกล้าในช่วงเดือนมิถุนายน จากนั้นย้ายปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ให้ปุ๋ยบำรุงต้นทุกเดือนประมาณ 6-7 ครั้ง และจะเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ใช้เวลาในการปลูกประมาณ 6 เดือน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
“ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ มูลนิธิโครงการหลวงมีผลผลิตรวมประมาณ 5,000 กิโลกรัมต่อปี โดยจะมีผลผลิตในช่วงเดือน มีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น ผลผลิตสดจะส่งจำหน่ายตามร้านอาหารและโรงแรม และมีการแปรรูปเป็นชาอาร์ติโชคและคุกกี้อาร์ติโชค”
คุณประโยชน์ที่ทำให้หลายคนยกให้อาร์ติโชคเป็น ‘ผักมหัศจรรย์’ เนื่องจากสามารถใช้ได้ตั้งแต่ดอก ลำต้น หน่อ และราก อาร์ติโชคขนาดกลางหลังจากต้มแล้วมีแคลอรีต่ำกว่า 60 แคลอรี สีสรรพคุณช่วยระบบการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแก๊สในกระเพาะอาหาร เป็นแหล่งอาหารให้กับแบคทีเรียดีในลำไส้เล็ก
สาร ไซนาริน ในอาร์ติโชคสามารถสกัดมาเพื่อใช้บำรุงสุขภา ช่วยบำรุงและกระตุ้นการทำงานของตับ กระตุ้นการสร้างน้ำดีของตับ ลดไขมันในเลือดและคอเลสเตอรอล ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานได้ดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ป้องกันถุงน้ำดีอักเสบและตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่านและโรคตับแข็ง มีคุณสมบัติลดโดยไม่ทำลายตับ
อาร์ติโชคมีสาร ฟลาโวนอยด์ ช่วยบำบัดอาการตับอักเสบเรื้อรัง มีสาร อินนูลิน ซึ่งเป็นแป้งรูปแบบหนึ่งทำให้ย่อยยากกว่าปกติส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างช้าๆ เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานช่วยให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้อาร์ติโชคยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะทำให้น้ำไม่คั่งในร่างกายและลดความดันเลือดได้
“ถือว่าเป็นผักมหัศจรรย์เพราะว่าดีกับตับและไต ดีกับตับเพราะมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการตับอักเสบเรื้อรัง ดีกับไตคือช่วยในการขับถ่ายของเสียทำให้ไตสะอาด และดีกับคนเป็นโรคหัวใจโรคเบาหวานเพราะช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำตาล และไขมันในเลือด สรรพคุณอีกอย่างคือช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เรียกได้ว่าดีทุกอย่างแต่บ้านเราอาจจะถือว่าเป็นผักที่ยังรู้จักน้อยอยู่” คุณ ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตล์ลิสต์ จาก ขาบสตูดิโอ (KARB STUDIO) บอก
“อาร์ติโชคที่ดีจะอยู่ที่ประมาณอายุไม่เกิน 120 วัน ควรจะเป็นดอกตูมไม่บาน หลังจากซื้อมาควรจะตัดส่วนก้านให้เหลือประมาณ 1 ฟุตแล้วใส่ถุงแช่ในตู้เย็นแต่เวลาตัดต้องระวังไม่ให้หน้าดอกช้ำ เวลาจะทานก็ตัดก้านออกให้เหลือประมาณ 1 นิ้ว ตัดปลายดอกออกประมาณ 1 นิ้ว และตัดส่วนปลายกลีบดอกที่เป็นหนามออก เอาตัวดอกไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 นาที หรือนึ่งก็ได้ ถ้าต้มจะต้องใส่น้ำมะนาวเพื่อให้ไม่ดำ เอาส้อมจิ้มๆ ดูพอสุกแล้วก็เทน้ำทิ้งปล่อยให้เย็น คว่ำดอกลงให้สะเด็ดน้ำ ดึงกลีบดอกออกมาตรงโคนของกลีบจะมีเนื้อเอาไปจิ้มกับเนยละลายทานได้เลยมีรสมันกลิ่นหอม”
อาร์ติโชคใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารและแปรรูปได้หลากหลาย คุณสุทธิพงษ์เป็นผู้นำชาอาร์ติโชคของโครงการหลวงมาแปรรูปเป็น คุกกี้อาร์ติโชค


คุกกี้อาร์ติโชค
ส่วนผสม
เนื้ออาร์ติโชค 200 กรัม (ชาอาร์ติโชค 6 ซอง)
แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 500 กรัม
เนยสด 250 กรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
-นำเนยสดใส่เครื่องผสมตีด้วยความเร็วปานกลาง ประมาณ 7-10 นาทีจนเนยเป็นครีมขาว ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือลงไป จากนั้นตอกไข่ใส่ลงไปตีต่อจนส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อครีม
-ใส่เนื้ออาร์ติโชคบดแห้งที่แช่น้ำร้อนจนนิ่ม พร้อมกับแป้งสาลีที่ผสมกับผงฟู ตีผสมพอเข้ากัน
-นำส่วนผสมที่ได้มานวดต่ออีกที แบ่งแป้งเป็นส่วนๆ นำมาคลึงให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร
-นำพิมพ์มากดเป็นรูปต่างๆ ใส่ถาดนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจนสุก นำออกจากเตาอบพักไว้ให้เย็น พร้อมรับประทาน
“อาร์ติโชคทำได้ทุกอย่างทั้งอาหารคาวและอาหารหวานแต่ส่วนมากคนจะใช้ทำอาหารคาว ทำอะไรได้บ้าง สลัด ตัวโคนกลีบเอาไปจิ้มกับเนย ตัวของดอกเล็กๆ ก็เอาไปชุบแป้งทอด ทำซุปใส่กับพวกมันฝรั่ง เอาไปบดทำสเปรดทากับแซนด์วิช สารพัดเลยแต่ว่าผมไม่ทำอาหารคาวทำเป็นขนมหวานเป็นคุกกี้
ใช้ชาอาร์ติโชคซึ่งโครงการหลวงใช้ส่วนลำต้น ใบ และกลีบดอกมาตากแห้งอบแล้วสับละเอียดทำเป็นชาซึ่งดีมาก ผมเคยไปที่เมืองดาลัท ประเทศเวียดนาม ชาอาร์ติโชคถือว่าสุดยอด เขาปลูกแล้วทำเป็นชาส่งออกไปประเทศฝรั่งเศส”
ในฐานะที่เป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวงมาโดยตลอด คุณสุทธิพงษ์ บอกว่า
“นับเป็นโชคดีที่เราอยู่ในประเทศไทยมีในหลวงเป็นผู้ริเริ่มโครงการ อย่างที่หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี บอกว่า พระองค์ท่านไม่ได้มีเรื่องดำริอย่างเดียวแต่ทรงลงมือทำด้วย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนไทยและช่วยให้คนไทยหันมาบริโภคสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ ที่สำคัญคนไทยจะมีสุขภาพกายที่ดีโรคภัยไม่มาเยี่ยมเยียน โครงการหลวงนอกจากจะมีผักยังมีของตกแต่งบ้านด้วย ผมจะไปร้านดอยคำใกล้บ้านมีดอกไม้มีของแห้งขึ้นอยู่กับฤดูกาล แต่ละฤดูก็จะมีไม่เหมือนกัน ผมถือว่าโชคดีที่ได้ใช้บริการโครงการหลวง”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
-มารู้จักอาร์ติโชค พญ.ลลิตา ธีระสิริ
-อาร์ติโชค พืชอาหารและเภสัช ศักดา ศรีนิเวศน์ สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร

ฟู้ด สไตลิสต์ โชว์ดีไซน์ บนจานเด็ด โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstudio.com


 
 ฟู้ด สไตลิสต์ โชว์ดีไซน์ บนจานเด็ด 









สุทธิพงษ์ สุริยะ, ขาบ สตูดิโอ, ฟู้ด สไตลิสต์

 หากเอ๋ยชื่อ "พี่ขาบ สุทธิพงษ์ สุริยะ" หรือ "ขาบ สตูดิโอ" (Karb Studio) ย่อมเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในแวดวงธุรกิจอาหารและคนทำงานศิลปะ

เพราะเขาคือผู้บุกเบิกอาชีพฟู้ด สไตลิสต์ (Food Stylist)ในบ้านเรา
โดยเขาได้นิยาม ฟู้ด สไตลิสต์ ว่าเป็นอาชีพที่คลุกเคล้าระหว่างการปรุงอาหารกับงานศิลปะได้อย่างลงตัว

"ฟู้ด สไตลิสต์ คือ เบื้องหลังที่ทำให้อาหารน่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหาร ทำให้คนดูพอใจ คนรับประทานก็พอใจ"

เจ้าของขาบสตูดิโอ บอกว่า อาชีพฟู้ดสไตลิสต์ถือว่าเป็นอีกแขนงหนึ่งในงานดีไซน์ เพียงแต่เราเลือกยืนอยู่ในส่วนของดีไซน์อาหาร ซึ่งพูดได้เลยว่าเป็นอาชีพที่ใหม่มากในบ้านเรา ยังรอเด็กรุ่นใหม่ๆ ก้าวเข้ามา ยิ่งหากพิจารณาจากลิสต์อาหารที่วางขายบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่ามีน้อยกว่า 5% ที่เป็นแบรนด์ไทย ที่มีสวยงามได้มาตรฐานสากล
"โอกาสในอาชีพ ฟู้ดสไตลิสต์ มีอยู่อีกเยอะมาก เพียงแต่ตอนนี้ ยังไม่เป็นอาชีพที่ชัดเจนมากนัก และคนที่ยึดอาชีพนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ทำงานศิลปะมาก่อน ไม่มีพื้นฐานด้านงานครัว จึงไม่สามารถต่อยอดงานออกไปในระดับกว้างได้"
พี่ขาบ บอกอีกว่า น้องๆ ที่สนใจจะก้าวเข้ามาเป็นเป็นฟู้ด สไตลิสต์ ที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีประสบการณ์หรือมีพื้นฐานในครัวมาก่อน เพราะจะทำให้เข้าใจระบบการปรุงอาหาร เทคนิคงานในครัว รู้ว่าปรุงอาหารออกมาแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร ได้รสชาติอย่างไร
"น้องๆ ที่จะก้าวเข้ามาเป็นฟู้ด สไตลิสต์ได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ ทำอาหารได้จริง รสชาติอร่อย ถูกสุขลักษณะมีคุณค่าทางโภชนาการ และหัวศิลป์"
ส่วนจุดเริ่มต้นในอาชีพฟู้ด สไตลิสต์ของพี่ขาบนั้น เกิดจากความชอบและการสั่งสมประสบการในวัยเยาว์
"พี่ไม่ได้เรียนทำอาหาร หรือศิลปะโดยตรง แต่พื้นฐานครอบครัว ทำธุรกิจซื้อขายพืชไร่ ทำให้ได้เห็นวงจรของวัตถุดิบ เข้าใจโครงสร้างของวัตถุดิบที่ดี ว่าช่วงไหนพืชออกดอกออกผล ฤดูไหนให้ผลผลิตดีที่สุด และที่บ้านทำร้านอาหารด้วย เป็นคนชอบปรุงอาหารเป็นทุนเดิม ประกอบกับชื่นชอบศิลปะ จึงพยายามมองจะมองหาความสวยจากการปรุงอาหาร"
พี่ขาบ เล่าย้อนกลับไปในสมัยเรียนมัธยม เมื่อเข้าร้านหนังสือจะตรงดิ่งไปยังมุมแมกกาซีนอาหารหัวนอก เปิดมองดูภาพ แล้วคิดต่อว่าทำไมภาพจานอาหารนั้นถึงได้ดูสวย หรือแม้กระทั่งสังเกตในวีซีดีคุ้กกิ้งโชว์ และทุกครั้งที่ดูแมกกาซีนและวีซีดีเหล่านี้ ก็จะกลับมาดูที่เครดิตท้ายรายการ ทำให้ได้เห็นว่ามีอาชีพฟู้ด สไตลิสต์ อยู่บนโลกในนี้ด้วย
"เราก็อ๋อ มีอาชีพนี้ด้วยเหรอ พอโตมาหน่อยได้มีโอกาสไปเรียนศิลปะกับ ครูโต ม.ล.จิราธร จิรประวัติ ซึ่งพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเป็นคนจุดประกายอาชีพฟู้ดสไตลิสต์ให้กับพี่ ด้วยการถ่ายทอดวิธีคิด มุมมอง ทำให้เห็นว่าฟู้ดสไตลิสต์ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ หากจริงจังก็จะขยายฐานองค์ความรู้ได้ และที่สำคัญคือเมืองไทยยังไม่มีใครทำ"
เมื่อมั่นใจว่าในเส้นทางอาชีพ พี่ขาบจึงก้าวเดินตามสเต็ปที่วางไว้ จึงเสาะหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติม การเดินทางไปดูวัตถุดิบตามที่ต่างๆ ศึกษาเทรนด์งานดีไซน์เพิ่มเติม แล้วเริ่มก้าวแรกที่การเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ คอลัมน์อาหาร
"ประสบการณ์ในครัว บวกความชอบงานศิลปะ รวมถึงการเสาะหาเทรนด์ดีไซน์จากทั่วโลก สามารถนำความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้กับงาน เมื่อภาพออกไปสู่ผู้อ่าน ทำให้ได้รับคำชม"
สเต็ปต่อไป คือการเปิดตัวคุ้กบุ๊คของตนเอง โดย 3 ใน 4 เล่มที่พี่ขาบเขียนออกมานั้น ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ
เมื่อหนังสือได้รับรางวัล สร้างชื่อในฐานะฟู้ดสไตลิสต์ จึงก้าวมาสู่ อีเว้นท์ คุ้กกิ้ง โชว์ ในงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ ซึ่งเจ้าของงานเลือกเราไปโชว์ เพราะเชื่อว่าจะทำให้หน้าตาอาหารดูน่าสนใจ และทำให้โชว์เป็นจุดสนใจ
ความสำเร็จที่สั่งสม สามารถผลักดันให้เกิด ขาบ สตูดิโอ (Karb Studio) ได้ในที่สุด
"การเปิดสตูดิโอ เกิดขึ้นหลังจากที่เราทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง ลูกค้าอยากให้เราทำให้ทุกอย่าง แต่ตั้งคัดสรรวัตถุดิบ ไปจนถึงการออกแบบแพคเกจจิ้ง'"
ขั้นตอนการทำงานของพี่ขาบ คือลงไปวิเคราะห์ ตั้งแต่วัตถุดิบ ต้องดูว่าพืชผักต้องจับคู่กับเนื้ออะไร แบบไหน คู่สีเป็นอย่างไร จะเข้ากันหรือไม่ หรือสีตัดกันหรือไม่ ทำออกมาแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร และที่สำคัญอร่อยหรือไม่
"สไตล์ของพี่ จะไม่เน้นพร็อบ พี่มองว่าความเรียบง่ายคือความสวยที่ยั่งยืน จึงผสมผสานผักและเนื้อ ที่มีสีต่างกัน เพื่อขับให้จานอาหารดูโดดเด่น หรือการจับคู่อาหารกับจานก็สำคัญ เช่น หากเป็นอาหารตุ่น จะให้สีน้ำตาล จึงเลือกจับคู่กับจานสีฟ้า เพราะมีคู่สีที่ตัดกัน เมื่อถ่ายรูปออกมาก็จะดูสวย ภาชนะที่พี่เลือกใช้จะไม่มีลวดลายกราฟฟิค เพราะจะทำให้อาหารไม่โดดเด่น"
การออกแบบแพคเกจจิ้งก็เช่นเดียวกัน ไม่เน้นกราฟฟิค แต่เน้นรูปอาหาร กราฟฟิคอื่นๆ ที่เพิ่มเข้าไปบนแพคเกจจิ้ง คือตัวเสริมเท่านั้น
จากที่เคยถูกเชิญไปเป็นวิทยากรให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหาร ก็เลื่อนขั้นไปสู่การร่วมพัฒนาสินค้า
"พี่ไปทำงานกับฝ่าย R&D ของแต่ละบริษัทเลย เพราะอาหารที่อร่อยและสวยงาน ต้องดูจากจุดเริ่มต้น ไม่ใช่นำอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว แล้วมาจัดให้สวยงาม"
ความตั้งใจทำงานนี่เอง ที่ทำให้ลูกค้าติดใจ เรียกใช้บริการจาก ขาบ สตูดิโอ มาอย่างยาวนาน เช่น โอบองแปง คาเฟ่ ดีโอโร่ โครงการหลวง และสินค้าส่งออก เช่น แยมชบา และทูน่ากระป๋อง พีบี ฟิชเชอรี่
ฟู้ด สไตลิสต์ อาจดูเหมือนง่าย แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องอาหาร แม้จะมีรสนิยมทางศิลปะดีแค่ไหน ก็อาจไปไม่ถึงฝั่ง
แต่หากฝีมือปรุงอาหารเลิศรสผสมกับดีไซน์ศิลปะ อนาคตการเป็นฟู้ด สไตลิสต์ ยืนยาว
 

เส้นทางชีวิต ความสุขที่เลือกแล้ว ฟู้ดสไตลิสต์ ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว
ฟู้ดสไตลิสต์  ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร

เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว

เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว
ฟู้ดสไตลิสต์  ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร
          สีประจำตัวของเขาคือสีส้ม  ไม่ใช่เพราะเขาเกิดวันพฤหัสฯ  แต่เป็นเพราะเขาชอบสีส้มของฟักทองซึ่งถือเป็นตัวแทนของสินค้าภาคเกษตร   เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร  และเขาก็เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจการค้าสินค้าพืชไร่ในจังหวัดหนองคาย  ทุกวันนี้เขาจึงมีความสุขกับอาชีพ  ฟู้ดสไตลิสต์  ซึ่งนำชื่อเสียงมาสู่เขาไม่น้อยในนามของ 
ขาบสไตล์
          “ฟักทองเป็นพืชผลที่มีราคาถูก  เอาไปทำอาหารได้ทั้งของคาวและของหวาน  แล้วก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์สูง  เป็นเรื่องธรรมดามาก  ถูกและดีก็มีดีไซน์ได้  คนอาจจะคาดไม่ถึง  แล้วมันก็เป็นตัวแทนของสินค้าเกษตร  มันมีสีส้ม  สีส้มก็เป็นสีที่ทรงพลัง”  คุณสุทธิพงษ์  สุริยะ  หรือ คุณขาบ  ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังผู้มีผลงานมากมายทั้งในสื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี  วิทยุ  นิตยสาร  ฯลฯ  ทั้งยังมีผลงานที่เป็นเครื่องการันตีคุณภาพที้งในประเทศและต่างประเทศ  เรียกได้ว่าเป็นกูรูทางด้านการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าอาหารมาแล้วมากมาย 
          ในออฟฟิศของ บริษัท ขาบสไตล์ จำกัด  ซึ่งเป็นสตูดิโอด้านการสร้างภาพลักษณ์และแบรนดิ้งให้กับธุรกิจประเภทอาหาร  ก็ถูกประดับประดาด้วยสีส้มอย่างงดงามและลงตัว  ไม่เพียงเป็นความชอบส่วนตัวเท่านั้น  แต่นี่ยังเป็นการสื่อสารอะไรบางอย่าง  “มันเป็นเรื่องของแบรนดิ้ง  การที่ผมมาทำสตูดิโอนี้  ผมจะต้องมองในเรื่องหลักของการสื่อสารการตลาด  ว่าจะทำยังไงที่องค์กรเล็ก ๆ ของเราจะผงาดในท่ามกลางเอเยนซี่ได้  ซึ่งต้องบอกว่าเอเยนซี่เขามีอิทธิพลสูงมาก  แต่ขณะเดียวกัน ตอนนี้มีลูกค้าจากเอเยนซี่ที่ไหลมาหาผม  และลูกค้าบางรายที่ไม่อยากไปหาเอเยนซี่เพราะกระบวนการคิดมันคนละอย่างกัน  กระบวนการคิดของผมคือจะลงไปที่ตัวตนของวัตถุดิบเสมอ  วิเคราะห์  แตกประเด็น  เสร็จแล้วค่อยจัดการเดินไป  มันมีระบบจัดการของมันอยู่”
 คุณขาบบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่อินเทรนด์  เพราะสังคมไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม  ผู้คนให้ความสนใจ  แต่ที่อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักนักเพราะอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม  “โดยแท้จริงแล้ววิชาชีพนี้ในต่างประเทศเขามีมานานแล้ว  แล้วก็เป็นอาชีพเดียวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน  เพราะสินค้าเกษตรบ้านเรามันก็ดีอยู่แล้ว  แต่กระบวนการที่ทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มเนี่ย  ก็ต้องมีคนนำเสนอภาพลักษณ์  ในการนำเสนอภาพลักษณ์ไม่ใช่พวกเอเยนซี่  เพราะว่าทักษะของเขามันยังไม่ใช่  ที่ใช่ก็คือต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องอาหาร  ถึงจะทำให้อาหารเป็นเรื่องดีไซน์ได้” 
          “ ผมอยู่กับวิถีธรรมชาติของสินค้าพืชไร่การเกษตร  ฉะนั้นผมก็จะรู้จักมันดี  กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ขณะเดียวกันตัวผมเองก็ชอบการทำอาหารด้วย  เป็นคนชอบศิลปะ  ก็เลยเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องของอาหาร  ผมไม่มองว่าอาหารสวยอยู่บนจาน  แต่มองความสวยของอาหารคือมาจากจุดเริ่มต้น  อาหารถ้าสวยมาจากจุดเริ่มต้นนี่แปลว่ามันเป็นความสวยแบบเบ็ดเสร็จแล้ว  ไม่ต้องทำอะไรมาก” 
          เขาบอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องของจิตวิทยา  บวกกับการวิเคราะห์ทางการตลาด  “บทสรุปของธุรกิจอาหารคือ  นวัตกรรม + ดีไซน์  คุณจะต้องมี  2  คำนี้  และในคำว่าดีไซน์  คนก็จะมีร้อยแปดดีไซน์  เพราะแต่ละคนจะมีดีไซน์ที่ไม่เหมือนกัน  แต่ดีไซน์ของอาหาร  จากประสบการณ์ 15 ปีของผม  มันมีคำตอบเดียวคือ  simply the best  คือเรียบง่ายแต่งดงาม  ถ้าคุณจะไปให้ถึงแก่นของดีไซน์  คุณต้องเอาคำนี้มาจัดการ  ฉะนั้นถ้าคุณยังมีนวัตกรรมดี  แต่คุณยังมีดีไซน์ที่มั่วไปหมดเลย  ก็สอบตก  แก่นของดีไซน์คือ  เรียบง่ายแต่งดงาม  ถ้าคุณจะอยู่ในวงการอาหารแล้วอยากประสบความสำเร็จ  คุณต้องยึดถือคำนี้เลย”
         “ผมมองว่าการที่ผมได้รู้จักตัวตน  มันก็เป็นอะไรที่พิเศษแล้วที่เอาความชอบมาทำเป็นอาชีพได้  เพราะมีหลายคนที่ชอบแบบหนึ่ง  แต่ไปทำงานอีกแบบหนึ่ง  มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกัน  แต่ของผมยิ่งทำก็ยิ่งพัฒนา  มันกลั่น  มันตกผลึก  มันสั่งสมมา 15 ปี แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำอย่างเดียวด้วย  มันเลยยิ่งกลั่นๆๆๆ  และยิ่งบริสุทธ์  งานแต่ละชิ้นมันเลยกระแทกอย่างแรง  นี่คือในแง่ส่วนตัวนะ  แต่ในแง่ส่วนรวมที่ผมมองก็คือ  ผมคิดว่าเมืองไทยยังขาดเรื่องของดีไซน์  ทุกวันนี้เมืองไทยสู้ฝรั่งได้เรื่องเดียวคืออาหารรสชาติอร่อยเท่านั้น  แต่เรายังขาดอยู่เรื่องเดียวคือการจัดการเรื่องดีไซน์  ถ้าสินค้าไทยทุกตัวที่เป็นสินค้าเกษตร  โยนดีไซน์ใส่เข้าไป  ผมว่ามันจะเป็นการขุดรากถอนโคนของประเทศไทยเลย”
          เขาจึงอยากเห็นภาครัฐทำอะไรสักอย่างที่จะเป็นการช่วยส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยให้มีดีไซน์  สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในเวทีระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น  “คือตอนนี้รัฐบาลไปส่งเสริมเรื่องดีไซน์ในธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างอื่นมากกว่า  เช่น  เฟอร์นิเจอร์  แฟชั่น  เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  แต่จริงๆ แล้วถ้ารัฐบาล  หรือองค์กรที่สามารถให้ความสำคัญกับหน่วยงานการเกษตร  แล้วตั้งศูนย์ดีไซน์เกษตรเซ็นเตอร์   อย่างเนี้ยใช่เลย  มันจะไปตอบโจทย์คุณค่าของสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม  ถ้ามีองค์กรนี้เกิดขึ้น  ผมว่ามันใช่  ทุกวันนี้ไม่มีองค์กรนี้  ศูนย์สร้างสรรค์สินค้าเกษตร  ยังไม่มี  มันควรจะมี”


บ้านสีส้มของฟู๊ดสไตลิสต์ โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


บ้านสีส้มของฟู๊ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

  AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์


Karb Studio เปิดแง่มุมความง่ายและงามของอาหาร by “สุทธิพงษ์ สุริยะ” www.karbstyle.com

Karb Studio เปิดแง่มุมความง่ายและงามของอาหารในธุรกิจอาหาร นอกเหนือไปจากรสชาติของอาหารนั้นๆ แล้ว ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ หน้าตาของอาหารและบรรจุภัณฑ์ หรือหากเป็นร้านอาหาร บรรยากาศและการตกแต่งร้านโดยรวม เรื่อยไปจนถึงเมนูหรือภาชนะที่ใช้เสิร์ฟก็จัดว่าเป็นองค์สุทธิพงษ์ สุริยะสุทธิพงษ์ สุริยะประกอบที่สำคัญ และยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่ผู้คนรักการแชร์สิ่งต่างๆ ให้คนอื่นได้รับรู้ ยิ่งหน้าตาของอาหารมีความสวยงามหรือสะดุดตามากขึ้นเท่าไหร่  ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ด้วยสาเหตุนี้เองอาชีพ "ฟูดสไตลิสต์" (Food Stylist) หรือผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ให้กับอาหารจึงเกิดขึ้นและเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศไทย หากจะพูดถึงอาชีพนี้ เชื่อได้ว่าชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในใจใครหลายคนก็คือชื่อของ สุทธิพงษ์ สุริยะหรือขาบ กรรมการผู้จัดการบริษัท ขาบ สไตล์ จำกัด  ผู้ก่อตั้ง "Karb Studio" ผู้ให้บริการด้านสร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจอาหารครบวงจรรายแรกของประเทศไทย5204
    โดยฟูดสไตลิสต์ชั้นนำที่คร่ำหวอดในวงการศิลปะและอาหารมากว่า 16 ปี ได้เล่าย้อนให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการเลือกเดินบนถนนสายนี้ว่า เนื่องจากธุรกิจของครอบครัวนั้นทำธุรกิจซื้อขายวัตถุดิบทางการเกษตรและร้านอาหาร จึงทำให้ตนเองมีความสนใจและคลุกคลีกับอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวัตถุดิบมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนั่นเองเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นฟูดสไตลิสต์ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ใครในเวลาต่อมา
    "ตั้งแต่เด็ก ผมเชื่อมาตลอดว่า วัตถุดิบทางการเกษตรของไทยมีความงามอยู่ในตัวมันเอง ส่วนเมื่อโตขึ้นมา ส่วนตัวผมก็มีความสนใจในงานศิลปะและงานสร้างสรรค์แขนงต่างๆ ซึ่งก่อนที่เลือกเดินเส้นทางฟูดสไตลิสต์อย่างเต็มตัว ก็ได้มีโอกาสทำงานด้านดีไซน์เกี่ยวกับอาหารให้กับแม็กกาซีนหลายเล่ม และเคยเป็นครีเอทีฟให้กับเอเยนซีโฆษณาด้วย ทำให้เราเข้าใจถึงแนวคิดของพาณิชย์ศิลป์ การประยุกต์ไลฟ์สไตล์ของคนเข้ากับการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยหล่อหลอมให้ผมกลายมาเป็นฟูดสไตลิสต์อย่างทุกวันนี้"
5202    หลังจากทำงานฟรีแลนซ์และเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในธุรกิจอาหารจนมากพอแล้ว สุทธิพงษ์จึงตัดสินใจเปิด "Karb Studio" ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อราว 9 ปีที่แล้ว เพื่อให้บริการสร้างด้านภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจอาหารอย่างครบวงจร ซึ่งใน
    ปัจจุบันมีตั้งแต่ Food Styling เน้นสื่อความงามของวัตถุดิบอาหาร Food Packaging Design ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์อาหารให้มากไปด้วยสไตล์และรสนิยม Food Publication Design ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์อาหารทุกชนิด เรื่อยไปจนถึง Shop& Restaurant Development ให้คำแนะนำและปรับโฉมร้านค้าหรือร้านอาหารต่างๆ ให้มีดีไซน์โดดเด่นทันสมัย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.karbstyle.com)
    "ตอนที่ผมตัดสินใจจะเปิด ‘Karb Studio’ ผมไม่รู้เลยว่าธุรกิจนี้จะเกิดหรือดับ เพราะตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แต่ผมก็ลองมานั่งคิดวิเคราะห์ดูว่า ประเทศของเราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบการเกษตร เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญหรือธุรกิจด้านฟูดสไตลิสต์ถึงแทบไม่มี ผมมองเห็นช่องว่างตรงนี้ ก็เลยคิดที่จะทำบริษัทให้เป็นเรื่องเป็นราว  จนถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเราเป็นผู้ให้บริการด้านนี้อย่างครบวงจรรายแรกของประเทศ"
    นอกจากนี้สุทธิพงษ์ยังมีผลงานอื่นอีกมากมายที่ก่อเกิดมาจากรากเหง้าในความรักอาหารและศิลปะ เช่น ผลงานพ็อกเกตบุ๊กเกี่ยวกับอาหารหลายเล่มซึ่งได้รับรางวัลการันตีมากมายจากงานประกวดตำราอาหารระดับโลกอย่าง Gourmand World Cookbook Awards ประเทศสเปน ด้วยประสบการณ์มากมายและผลงานที่หลากหลายในแวดวงธุรกิจอาหาร ทำให้วันนี้ชื่อของสุทธิพงษ์และ "Karb Studio" ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในแวดวงธุรกิจอาหารมากมาย ซึ่งเขาไม่เคยหยุดมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป  เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต  เขาบอกว่า นอกจากงานหลักในการบริหาร "Karb Studio" แล้ว  ยังมุ่งมั่นในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่ตนมีเผยแพร่ให้กับสังคมในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผ่านการเป็นวิทยากรรับเชิญและเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงการทำงานให้กับมูลนิธิและโครงการหลวงหลายโครงการอีกด้วย

5203

เครดิต : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=208229:karb-studio-&catid=232:smes-news&Itemid=622#.UzowxfRdWSo

การเรียนรู้มีอยู่รอบตัวจึงเกิด KARB STUDIO ขึ้นมา โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


การเรียนรู้มีอยู่รอบตัวจึงเกิด KARB STUDIO ขึ้นมา

"“ผมเกิดที่หนองคายในชุมชนอินโดจีนซึ่งคนเวียดนาม 
คนลาว และคนไทย ได้เรียนรู้เรื่องการทำอาหารมาจากคนที่อยู่รอบๆ ตัว ผมเองก็ได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้น ด้วยการนำเอาดีไซน์มาใช้กับอาหาร ไม่ว่าจะการออกแบบผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร ตำราอาหาร หรืองานที่ปรึกษาด้านนักกำหนดคอนเซ็ปต์อาหารจนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับอาหารอย่างจริงจัง ผมจึงมองหาบ้านสักหลังเพื่อใช้เป็นโฮมออฟฟิศ และตกแต่งด้วยตัวเอง นั่นก็คือ KARB STUDIO แห่งนี้”
-คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ กับน้องเหมียวตัวโปรด ในมุมอ่านหนังสือซึ่งส่วนมากจะเป็นตำราอาหารจากแหล่งต่างๆ ที่สะสมจากทั่วโลก มีนักเขียนที่ชอบมากมายเป็นแรงบันดาลใจ อาทิ ดอนนา เฮย์ มาร์ธา สจ๊วต และเจมี โอลิเวอร์"

เครดิต http://www.megazy.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5-52721.htm

ซุปถั่วลันเตาใส่โหระพาและกุ้ง โดย อ.ขาบ สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com

ซุปถั่วลันเตาใส่โหระพาและกุ้ง โดย อ.ขาบ สุทธิพงษ์