วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

เส้นทางชีวิต ความสุขที่เลือกแล้ว ฟู้ดสไตลิสต์ ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว
ฟู้ดสไตลิสต์  ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร

เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว

เส้นทางชีวิต  ความสุขที่เลือกแล้ว
ฟู้ดสไตลิสต์  ความสุขของคนจัดแสงแต่งสีให้อาหาร
          สีประจำตัวของเขาคือสีส้ม  ไม่ใช่เพราะเขาเกิดวันพฤหัสฯ  แต่เป็นเพราะเขาชอบสีส้มของฟักทองซึ่งถือเป็นตัวแทนของสินค้าภาคเกษตร   เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร  และเขาก็เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจการค้าสินค้าพืชไร่ในจังหวัดหนองคาย  ทุกวันนี้เขาจึงมีความสุขกับอาชีพ  ฟู้ดสไตลิสต์  ซึ่งนำชื่อเสียงมาสู่เขาไม่น้อยในนามของ 
ขาบสไตล์
          “ฟักทองเป็นพืชผลที่มีราคาถูก  เอาไปทำอาหารได้ทั้งของคาวและของหวาน  แล้วก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์สูง  เป็นเรื่องธรรมดามาก  ถูกและดีก็มีดีไซน์ได้  คนอาจจะคาดไม่ถึง  แล้วมันก็เป็นตัวแทนของสินค้าเกษตร  มันมีสีส้ม  สีส้มก็เป็นสีที่ทรงพลัง”  คุณสุทธิพงษ์  สุริยะ  หรือ คุณขาบ  ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังผู้มีผลงานมากมายทั้งในสื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี  วิทยุ  นิตยสาร  ฯลฯ  ทั้งยังมีผลงานที่เป็นเครื่องการันตีคุณภาพที้งในประเทศและต่างประเทศ  เรียกได้ว่าเป็นกูรูทางด้านการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าอาหารมาแล้วมากมาย 
          ในออฟฟิศของ บริษัท ขาบสไตล์ จำกัด  ซึ่งเป็นสตูดิโอด้านการสร้างภาพลักษณ์และแบรนดิ้งให้กับธุรกิจประเภทอาหาร  ก็ถูกประดับประดาด้วยสีส้มอย่างงดงามและลงตัว  ไม่เพียงเป็นความชอบส่วนตัวเท่านั้น  แต่นี่ยังเป็นการสื่อสารอะไรบางอย่าง  “มันเป็นเรื่องของแบรนดิ้ง  การที่ผมมาทำสตูดิโอนี้  ผมจะต้องมองในเรื่องหลักของการสื่อสารการตลาด  ว่าจะทำยังไงที่องค์กรเล็ก ๆ ของเราจะผงาดในท่ามกลางเอเยนซี่ได้  ซึ่งต้องบอกว่าเอเยนซี่เขามีอิทธิพลสูงมาก  แต่ขณะเดียวกัน ตอนนี้มีลูกค้าจากเอเยนซี่ที่ไหลมาหาผม  และลูกค้าบางรายที่ไม่อยากไปหาเอเยนซี่เพราะกระบวนการคิดมันคนละอย่างกัน  กระบวนการคิดของผมคือจะลงไปที่ตัวตนของวัตถุดิบเสมอ  วิเคราะห์  แตกประเด็น  เสร็จแล้วค่อยจัดการเดินไป  มันมีระบบจัดการของมันอยู่”
 คุณขาบบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่อินเทรนด์  เพราะสังคมไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม  ผู้คนให้ความสนใจ  แต่ที่อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักนักเพราะอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม  “โดยแท้จริงแล้ววิชาชีพนี้ในต่างประเทศเขามีมานานแล้ว  แล้วก็เป็นอาชีพเดียวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน  เพราะสินค้าเกษตรบ้านเรามันก็ดีอยู่แล้ว  แต่กระบวนการที่ทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มเนี่ย  ก็ต้องมีคนนำเสนอภาพลักษณ์  ในการนำเสนอภาพลักษณ์ไม่ใช่พวกเอเยนซี่  เพราะว่าทักษะของเขามันยังไม่ใช่  ที่ใช่ก็คือต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องอาหาร  ถึงจะทำให้อาหารเป็นเรื่องดีไซน์ได้” 
          “ ผมอยู่กับวิถีธรรมชาติของสินค้าพืชไร่การเกษตร  ฉะนั้นผมก็จะรู้จักมันดี  กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ขณะเดียวกันตัวผมเองก็ชอบการทำอาหารด้วย  เป็นคนชอบศิลปะ  ก็เลยเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องของอาหาร  ผมไม่มองว่าอาหารสวยอยู่บนจาน  แต่มองความสวยของอาหารคือมาจากจุดเริ่มต้น  อาหารถ้าสวยมาจากจุดเริ่มต้นนี่แปลว่ามันเป็นความสวยแบบเบ็ดเสร็จแล้ว  ไม่ต้องทำอะไรมาก” 
          เขาบอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องของจิตวิทยา  บวกกับการวิเคราะห์ทางการตลาด  “บทสรุปของธุรกิจอาหารคือ  นวัตกรรม + ดีไซน์  คุณจะต้องมี  2  คำนี้  และในคำว่าดีไซน์  คนก็จะมีร้อยแปดดีไซน์  เพราะแต่ละคนจะมีดีไซน์ที่ไม่เหมือนกัน  แต่ดีไซน์ของอาหาร  จากประสบการณ์ 15 ปีของผม  มันมีคำตอบเดียวคือ  simply the best  คือเรียบง่ายแต่งดงาม  ถ้าคุณจะไปให้ถึงแก่นของดีไซน์  คุณต้องเอาคำนี้มาจัดการ  ฉะนั้นถ้าคุณยังมีนวัตกรรมดี  แต่คุณยังมีดีไซน์ที่มั่วไปหมดเลย  ก็สอบตก  แก่นของดีไซน์คือ  เรียบง่ายแต่งดงาม  ถ้าคุณจะอยู่ในวงการอาหารแล้วอยากประสบความสำเร็จ  คุณต้องยึดถือคำนี้เลย”
         “ผมมองว่าการที่ผมได้รู้จักตัวตน  มันก็เป็นอะไรที่พิเศษแล้วที่เอาความชอบมาทำเป็นอาชีพได้  เพราะมีหลายคนที่ชอบแบบหนึ่ง  แต่ไปทำงานอีกแบบหนึ่ง  มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกัน  แต่ของผมยิ่งทำก็ยิ่งพัฒนา  มันกลั่น  มันตกผลึก  มันสั่งสมมา 15 ปี แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำอย่างเดียวด้วย  มันเลยยิ่งกลั่นๆๆๆ  และยิ่งบริสุทธ์  งานแต่ละชิ้นมันเลยกระแทกอย่างแรง  นี่คือในแง่ส่วนตัวนะ  แต่ในแง่ส่วนรวมที่ผมมองก็คือ  ผมคิดว่าเมืองไทยยังขาดเรื่องของดีไซน์  ทุกวันนี้เมืองไทยสู้ฝรั่งได้เรื่องเดียวคืออาหารรสชาติอร่อยเท่านั้น  แต่เรายังขาดอยู่เรื่องเดียวคือการจัดการเรื่องดีไซน์  ถ้าสินค้าไทยทุกตัวที่เป็นสินค้าเกษตร  โยนดีไซน์ใส่เข้าไป  ผมว่ามันจะเป็นการขุดรากถอนโคนของประเทศไทยเลย”
          เขาจึงอยากเห็นภาครัฐทำอะไรสักอย่างที่จะเป็นการช่วยส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยให้มีดีไซน์  สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในเวทีระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น  “คือตอนนี้รัฐบาลไปส่งเสริมเรื่องดีไซน์ในธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างอื่นมากกว่า  เช่น  เฟอร์นิเจอร์  แฟชั่น  เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  แต่จริงๆ แล้วถ้ารัฐบาล  หรือองค์กรที่สามารถให้ความสำคัญกับหน่วยงานการเกษตร  แล้วตั้งศูนย์ดีไซน์เกษตรเซ็นเตอร์   อย่างเนี้ยใช่เลย  มันจะไปตอบโจทย์คุณค่าของสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม  ถ้ามีองค์กรนี้เกิดขึ้น  ผมว่ามันใช่  ทุกวันนี้ไม่มีองค์กรนี้  ศูนย์สร้างสรรค์สินค้าเกษตร  ยังไม่มี  มันควรจะมี”


บ้านสีส้มของฟู๊ดสไตลิสต์ โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


บ้านสีส้มของฟู๊ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

  AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์

 AUTUME TRENDS บ้านสีส้มของฟู้ดสไตลิสต์


Karb Studio เปิดแง่มุมความง่ายและงามของอาหาร by “สุทธิพงษ์ สุริยะ” www.karbstyle.com

Karb Studio เปิดแง่มุมความง่ายและงามของอาหารในธุรกิจอาหาร นอกเหนือไปจากรสชาติของอาหารนั้นๆ แล้ว ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ หน้าตาของอาหารและบรรจุภัณฑ์ หรือหากเป็นร้านอาหาร บรรยากาศและการตกแต่งร้านโดยรวม เรื่อยไปจนถึงเมนูหรือภาชนะที่ใช้เสิร์ฟก็จัดว่าเป็นองค์สุทธิพงษ์ สุริยะสุทธิพงษ์ สุริยะประกอบที่สำคัญ และยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่ผู้คนรักการแชร์สิ่งต่างๆ ให้คนอื่นได้รับรู้ ยิ่งหน้าตาของอาหารมีความสวยงามหรือสะดุดตามากขึ้นเท่าไหร่  ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ด้วยสาเหตุนี้เองอาชีพ "ฟูดสไตลิสต์" (Food Stylist) หรือผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ให้กับอาหารจึงเกิดขึ้นและเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศไทย หากจะพูดถึงอาชีพนี้ เชื่อได้ว่าชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในใจใครหลายคนก็คือชื่อของ สุทธิพงษ์ สุริยะหรือขาบ กรรมการผู้จัดการบริษัท ขาบ สไตล์ จำกัด  ผู้ก่อตั้ง "Karb Studio" ผู้ให้บริการด้านสร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจอาหารครบวงจรรายแรกของประเทศไทย5204
    โดยฟูดสไตลิสต์ชั้นนำที่คร่ำหวอดในวงการศิลปะและอาหารมากว่า 16 ปี ได้เล่าย้อนให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการเลือกเดินบนถนนสายนี้ว่า เนื่องจากธุรกิจของครอบครัวนั้นทำธุรกิจซื้อขายวัตถุดิบทางการเกษตรและร้านอาหาร จึงทำให้ตนเองมีความสนใจและคลุกคลีกับอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวัตถุดิบมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนั่นเองเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นฟูดสไตลิสต์ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ใครในเวลาต่อมา
    "ตั้งแต่เด็ก ผมเชื่อมาตลอดว่า วัตถุดิบทางการเกษตรของไทยมีความงามอยู่ในตัวมันเอง ส่วนเมื่อโตขึ้นมา ส่วนตัวผมก็มีความสนใจในงานศิลปะและงานสร้างสรรค์แขนงต่างๆ ซึ่งก่อนที่เลือกเดินเส้นทางฟูดสไตลิสต์อย่างเต็มตัว ก็ได้มีโอกาสทำงานด้านดีไซน์เกี่ยวกับอาหารให้กับแม็กกาซีนหลายเล่ม และเคยเป็นครีเอทีฟให้กับเอเยนซีโฆษณาด้วย ทำให้เราเข้าใจถึงแนวคิดของพาณิชย์ศิลป์ การประยุกต์ไลฟ์สไตล์ของคนเข้ากับการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยหล่อหลอมให้ผมกลายมาเป็นฟูดสไตลิสต์อย่างทุกวันนี้"
5202    หลังจากทำงานฟรีแลนซ์และเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในธุรกิจอาหารจนมากพอแล้ว สุทธิพงษ์จึงตัดสินใจเปิด "Karb Studio" ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อราว 9 ปีที่แล้ว เพื่อให้บริการสร้างด้านภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจอาหารอย่างครบวงจร ซึ่งใน
    ปัจจุบันมีตั้งแต่ Food Styling เน้นสื่อความงามของวัตถุดิบอาหาร Food Packaging Design ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์อาหารให้มากไปด้วยสไตล์และรสนิยม Food Publication Design ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์อาหารทุกชนิด เรื่อยไปจนถึง Shop& Restaurant Development ให้คำแนะนำและปรับโฉมร้านค้าหรือร้านอาหารต่างๆ ให้มีดีไซน์โดดเด่นทันสมัย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.karbstyle.com)
    "ตอนที่ผมตัดสินใจจะเปิด ‘Karb Studio’ ผมไม่รู้เลยว่าธุรกิจนี้จะเกิดหรือดับ เพราะตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แต่ผมก็ลองมานั่งคิดวิเคราะห์ดูว่า ประเทศของเราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบการเกษตร เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญหรือธุรกิจด้านฟูดสไตลิสต์ถึงแทบไม่มี ผมมองเห็นช่องว่างตรงนี้ ก็เลยคิดที่จะทำบริษัทให้เป็นเรื่องเป็นราว  จนถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเราเป็นผู้ให้บริการด้านนี้อย่างครบวงจรรายแรกของประเทศ"
    นอกจากนี้สุทธิพงษ์ยังมีผลงานอื่นอีกมากมายที่ก่อเกิดมาจากรากเหง้าในความรักอาหารและศิลปะ เช่น ผลงานพ็อกเกตบุ๊กเกี่ยวกับอาหารหลายเล่มซึ่งได้รับรางวัลการันตีมากมายจากงานประกวดตำราอาหารระดับโลกอย่าง Gourmand World Cookbook Awards ประเทศสเปน ด้วยประสบการณ์มากมายและผลงานที่หลากหลายในแวดวงธุรกิจอาหาร ทำให้วันนี้ชื่อของสุทธิพงษ์และ "Karb Studio" ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในแวดวงธุรกิจอาหารมากมาย ซึ่งเขาไม่เคยหยุดมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป  เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต  เขาบอกว่า นอกจากงานหลักในการบริหาร "Karb Studio" แล้ว  ยังมุ่งมั่นในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่ตนมีเผยแพร่ให้กับสังคมในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผ่านการเป็นวิทยากรรับเชิญและเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงการทำงานให้กับมูลนิธิและโครงการหลวงหลายโครงการอีกด้วย

5203

เครดิต : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=208229:karb-studio-&catid=232:smes-news&Itemid=622#.UzowxfRdWSo

การเรียนรู้มีอยู่รอบตัวจึงเกิด KARB STUDIO ขึ้นมา โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com


การเรียนรู้มีอยู่รอบตัวจึงเกิด KARB STUDIO ขึ้นมา

"“ผมเกิดที่หนองคายในชุมชนอินโดจีนซึ่งคนเวียดนาม 
คนลาว และคนไทย ได้เรียนรู้เรื่องการทำอาหารมาจากคนที่อยู่รอบๆ ตัว ผมเองก็ได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้น ด้วยการนำเอาดีไซน์มาใช้กับอาหาร ไม่ว่าจะการออกแบบผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร ตำราอาหาร หรืองานที่ปรึกษาด้านนักกำหนดคอนเซ็ปต์อาหารจนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับอาหารอย่างจริงจัง ผมจึงมองหาบ้านสักหลังเพื่อใช้เป็นโฮมออฟฟิศ และตกแต่งด้วยตัวเอง นั่นก็คือ KARB STUDIO แห่งนี้”
-คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ กับน้องเหมียวตัวโปรด ในมุมอ่านหนังสือซึ่งส่วนมากจะเป็นตำราอาหารจากแหล่งต่างๆ ที่สะสมจากทั่วโลก มีนักเขียนที่ชอบมากมายเป็นแรงบันดาลใจ อาทิ ดอนนา เฮย์ มาร์ธา สจ๊วต และเจมี โอลิเวอร์"

เครดิต http://www.megazy.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5-52721.htm

ซุปถั่วลันเตาใส่โหระพาและกุ้ง โดย อ.ขาบ สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com

ซุปถั่วลันเตาใส่โหระพาและกุ้ง โดย อ.ขาบ สุทธิพงษ์

สวยทั้งรูป จูบก็หอม by “สุทธิพงษ์ สุริยะ” www.karbstyle.com


ความสวยงามของอาหารนับเป็นอาหารตาที่ไม่ว่าใครที่ได้เห็นเป็นต้องอิ่มเอมอิ่มใจไปกับภาพความสวยงามเหล่านั้น และเมื่อได้ลองลิ้มชิมรสอาหารจานสวยเหล่านั้นแล้วได้รสชาติที่ถูกปาก แน่นอนว่าย่อมสร้างความประทับใจให้คุณมิรู้ลืม ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความสวยงามของอาหารเหล่านั้นเราเรียกกันว่า “Food Stylist” ซึ่งวันนี้ทีมงานโรงแรมดีมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ “สุทธิพงษ์ สุริยะ” หรือ “คุณขาบ” ฟู้ดสไตลิสต์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะและอาหารมากว่า 16 ปี
ปัจจุบันคุณขาบดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ขาบสไตล์ จำกัด เป็นองค์กรที่ให้บริการด้านการสร้างภาพลักษณ์ และแบรนดิ้งให้กับธุรกิจประเภทอาหาร ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเรื่องของมาตรฐานสากล ทั้งสไตล์การคิดงาน การมององค์ประกอบอย่างรอบด้านด้วยความเข้าใจและเข้าถึงแก่น ซึ่งที่ผ่านมาคุณขาบก็ได้เคยผ่านงานด้านโรงแรมโดยเป็นฟู้ดสไตลิสต์ให้กับร้าน Momo Café โรงแรมคอทยาร์ด บาย แมริออท รวมถึงเป็นวิทยากรรับเชิญให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งคุณขาบเล่าให้ฟังถึงเทคนิคในการตกแต่งจานอาหารให้ฟังว่า

“ปรัชญาในการจัดแต่งจานอาหารของผมคือ ‘เรียบแต่ไม่ง่าย’ คือ เน้นวัตถุดิบอาหารในจานเป็นพระเอก โดยเข้าใจและคำนึงถึงองค์ประกอบที่เอามาปรุง สีสันและรูปทรง สองอย่างนี้เป็นเรื่องของศิลปะ เมื่อนำมาใส่ภาชนะที่เหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องมีอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ความงามของอาหารก็จะโดดเด่นขึ้นมา แต่ทั้งหมดต้องจัดการทำอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าสีขาว ไม่ว่าจะเป็นผ้า จาน ชาม เพื่อไม่เป็นการรบกวนแม่สีของอาหาร
หน้าที่ของฟู้ดสไตลิสต์ที่ดีคือ ส่งเสริมและสร้างความโดดเด่นให้ตัวของเชฟ สิ่งที่เขาทำออกมา นั่นคือผลงานศิลปะชั้นเยียม วิเคราะห์สิ่งที่เชฟทำออกมา และส่งเขาไปให้ดีที่สุด”


ซึ่งคุณขาบยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “’อาหารกับโรงแรมเป็นของคู่กันที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะโรงแรมมีให้บริการความพึงพอใจของลูกค้า คือ การพักผ่อน เรื่องที่พักกับการกิน การกิน 50% ถ้าเราสามารถทำให้อาหารมันดูมีพลัง ก็เกิดการขาย ทำให้มีรายได้เข้ามาหาโรงแรม เป็นเรื่องที่โรงแรมต้องให้ความสำคัญ ว่าจะทำอย่างไรให้อาหารที่เชฟทำทุกจานเป็นอาหารที่ได้มาตรฐานสากล จะทำอย่างไรให้คนที่มาทานอาหารที่นี่ ถ่ายรูปแล้วแชร์ในโซเชียล เน็ตเวิร์ค ทำให้คนรับรู้ไปทั่วโลก”
ฟู้ดสไตลิสต์เป็นเพียงคนที่วางรากฐาน มาตรฐานให้กับร้านอาหารในโรงแรมแต่ละที่ มีหน้าที่สนับสนุนธุรกิจให้เดินทางไปในทิศทางที่ใช่ ทำให้มีความชัดเจนของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารไทย เป็นอาหารที่ไม่มีฟอร์ม การที่มีฟู้ดสไตลิสต์ เข้ามาช่วยเชฟดูในเรื่องนี้ จะทำให้เชฟเข้าใจเรื่องการจัดวาง และองค์ประกอบของศิลปะ สามารถสร้างสรรค์อาหารให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมได้ ส่งผลให้เกิดรายได้ให้กับโรงแรม


อย่างไรก็ดี ความสวยงามนับเป็นอาหารตาที่สร้างความพึงพอใจให้กับคน ส่วนรสชาติความอร่อยก็เป็นอีกสิ่งที่ฟู้ดสไตลิสต์ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ อาหารที่ต้องทานตอนร้อน ก็ต้องจัดให้สวยงามในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อให้คนได้ลิ้มรสอาหารขณะร้อนๆ เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติที่ควรจะเป็นในอาหารจานนั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างความประทับใจให้ผู้ได้ลิ้มลองไปอีกนาน
สำหรับผู้สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องฟู้ดสไตลิสต์ด้วยตัวเอง สามารถติดตามและเรียนรู้ได้ที่ www.karbstyle.com กันเลยจ้า
เรื่อง  : ชมภูนุช ฉัตรนภารัตน์ 
เครดิต : http://www.rongramdee.com/?p=2051

KARB STUDIO ผสานธุรกิจเข้ากับศิลปะ โดย สุทธิพงษ์ สุริยะ www.karbstyle.com

KARB STUDIO ผสานธุรกิจเข้ากับศิลปะ

 

 


การสร้าง บุคลิกให้กับตราสินค้า (Brand Characteristic) ไม่ใช่เรื่องง่าย การจะสร้างแบรนด์ให้สำเร็จได้ ผู้ประกอบการต้องรู้จักและเข้าใจคุณค่าของสินค้าทั้งในเชิงการตลาดและความ งามด้านศิลปะเพื่อเข้าถึงใจของผู้บริโภค จากแนวคิดนี้ทำให้ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดัง “ขาบ” สุทธิพงษ์ สุริยะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ขาบสไตล์ จำกัด เกิดไอเดียที่จะนำเอาประสบการณ์ในการทำธุรกิจของเขาไปให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์แก่อุตสาหกรรมอาหาร
จึงเป็น ที่มาของธุรกิจรับออกแบบสร้างภาพลักษณ์และแบรนดิ้ง ภายใต้ชื่อ KARB STUDIO เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการสร้างแบรนด์ ซึ่งสุทธิพงษ์เชื่อมั่นว่าการดีไซน์ที่ดี จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สินค้าได้รับการยอมรับจากตลาดและผู้บริโภคในระยะเวลา อันสั้น โดยนำศิลปะมาเติมช่องว่างทางธุรกิจนั้นให้ประสบความสำเร็จ
“การ ที่สินค้าจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีการดีไซน์มาเป็นสิ่งเติมเต็ม เวลาคุยธุรกิจกับลูกค้า ผมต้องหารากหรือแก่นของธุรกิจนั้นๆ เสียก่อน เมื่อเจอรากแล้วจึงค่อยนำสไตล์มาปรับใส่ แล้วคิดหาวิธีว่าจะทำให้รากของสินค้านั้นมีคุณค่าได้อย่างไร

ในกระบวนการรีแบรนดิ้งเราจะใช้ศิลปะมาดีไซน์ ซึ่งคนจำนวนมากมักใส่ดีไซน์ แต่ทิ้งรากเหง้าของวัฒนธรรมขององค์กรหรือตัวสินค้า หากเรายึดหัวใจสำคัญอย่างแก่นของธุรกิจเอาไว้แล้วมาผสมกับศิลปะผ่านงานดี ไซน์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ พาณิชย์ศิลป์ เมื่อดีไซน์ได้ ธุรกิจเกิด ผู้ประกอบการก็พอใจ มันเป็นการเชื่อมโยงกัน”
ในการ สร้างแบรนด์สุทธิพงษ์จะมองว่าตัวเขาเป็นเจ้าของสินค้า เพราะเมื่อคิดว่าเป็นเจ้าของสินค้าแล้ว จะต้องคำนึงถึงเรื่องการตลาดและโฆษณาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งมุมมองศิลปะของดีไซเนอร์
“เวลา ผมนำเสนอชิ้นงานทุกชิ้น ผมให้ความสำคัญกับตัวสินค้าก่อน คือจะต้องตกผลึกเข้าถึงแก่น พอได้แล้วที่เหลือไม่ต้องใส่รายละเอียดอะไรมาก เป็นความงามที่ไม่ต้องปรุงแต่ง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ไม่ค่อยมีใครทำ ทุกคนผลิตสินค้าให้เกิดขึ้นในท้องตลาดก่อน

หลังจากนั้นค่อยนำกระบวนการส่งเสริมการขายผลักสินค้าให้เกิด ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่ผิด ผู้ประกอบการอยากทำสินค้าชิ้นหนึ่งขึ้นมาขาย โดยที่ยังไม่เข้าใจว่าสินค้าคืออะไร พอออกสู่ตลาดแล้ว คุณค่าหรือดีไซน์ยังไม่โดนใจผู้บริโภค ก็ต้องไปจ้างเอเยนซี่มาทำการตลาดโดยการโฆษณาเพื่อให้สินค้ากลับมาอยู่ใน กระแส ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ประกอบการจะต้องใช้เงินทำการตลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมถึงไม่เอาต้นทุนตรงจุดนี้มาคิดกระบวนการเรื่องของการออกแบบสินค้าให้ เกิดความงามตั้งแต่ต้น เพราะหากตัวโปรดักต์ตกผลึกแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลย”
สุทธิพงษ์ แนะนำว่า การจะสร้างแบรนด์ให้สำเร็จนั้น ผู้ประกอบการต้องมีจุดยืนเรื่องความแข็งแกร่งของแบรนด์ ต้องคิดให้สินค้าคือแบรนดิ้ง และทุกอย่างคือการทำแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า การตกแต่งสถานที่ ถุงช้อปปิ้ง ไปจนถึงโลโก้สินค้า ทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแบรนด์ จึงต้องมีทั้งความสวยงามในแบบ “เรียบแต่ไม่ง่าย” และมีความหมายในเวลาเดียวกัน เมื่อแปลงโจทย์นำโปรดักต์มาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารแบรนด์ที่ครบวงจรแล้ว สินค้านั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดใดๆ อีก ที่สำคัญคือ จะต้องไม่ลืมใส่ใจในเรื่องราก แนวคิด วิถีดั้งเดิมที่เป็นหัวใจของธุรกิจด้วย
และนี่...คือการสร้างแบรนด์ในแบบ “ขาบสไตล์” ที่ใช้ศิลปะมาเติมเต็มธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์




                 เครดิต: http://www.smethailandclub.com/knowledges-view.php?id=226